แค่ดูรูปลูกสัตว์น่ารักๆ เราก็จะทำงานได้มากขึ้น!? และความสำคัญของการพักเบรค

โอ๊ย! งงอีกแล้ว สรุปโจทย์นี้ต้องคิดยังไงกันแน่เนี่ย!

ที่ผมอารมณ์หงุดหงิดและกระวนกระวายก็เพราะว่า เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการทำความเข้าใจกับเจ้าสมการตัวหนึ่งของวิชา Risk Management ที่ผมกำลังจะสอบไฟนอลพรุ่งนี้  มันเป็นอะไรที่โคตรจะปวดหัว เพราะมันต้องใช้ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่จำเข้าไปอย่างเดียว  “ถ้าวิชานี้ไม่ผ่านล่ะก็ เกรดที่ทำมาก็จบ!”  ตอนนั้นจำได้ว่ายิ่งคิด ยิ่งงง ยิ่งผิด ยิ่งเครียด แถมเวลาก็บีบเข้ามาเรื่อยๆ

ผมคิดวนไปวนมาตั้งแต่บ่ายสองจนถึงห้าโมงเย็นวันนั้น สุดท้ายผมเลยตัดสินใจว่า “ในเมื่อคิดวนไปวนมาแบบนี้ก็ไม่ได้อะไร  เอาวะ! ลองออกไปทำอย่างอื่นดูให้มันรู้แล้วรู้รอด เผื่ออะไรมันจะดีขึ้นเอง” และเมื่อตัดสินใจแล้วผมก็รีบสวมถุงเท้า รองเท้า และออกไปวิ่งทันที กันตัวเองเปลี่ยนใจ Continue reading

Advertisements

ป๊าๆ ม๊าๆ ต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน เข้าใจมั๊ยย

คุณพ่อๆ แม่ๆ รู้ไหมว่า icon พวกนี้มันแปลว่าอะไรบ้าง?

Icons1

หลายๆ คนมองแค่ 10 วินาทีก็คงตอบได้หมด แต่สำหรับอีกหลายๆ คนมันไม่ง่ายนะ..

ไม่นานมานี้ ผมตั้งใจจะสอนให้อาโผ่ (“อาม่า” ในภาษาจีนแคะ) ให้ใช้ Line ด้วยความตั้งใจที่ว่า อาโผ่จะได้อ่านข้อความที่หลานๆ คุยกันในกรุ๊ป “Family” ของเรา  ไม่ว่าคุณพ่อจะบ่นอะไร คุณแม่โพสต์บทความที่โคตรรรยาวขนาดไหน คุณอาจะโพสต์รูปที่ไปเที่ยวมากี่รูป อาโผ่ก็จะได้ดูทั้งหมด!

ถึงการพิมพ์มันจะยากเกินไป แต่ถ้าอาโผ่แค่ได้ดูรูป และได้อ่านก็ เค้าก็น่าจะดีใจนะ” ผมตั้งใจว่าอย่างนั้น

แต่นั่นเป็นได้แค่ความหวังดี.. การสอนอาโผ่ให้ใช้ Line นั้นยากกว่าที่ผมคิดไว้มากๆ  ไม่ว่าจะสอนอาโผ่ไสลด์นิ้วไปทางขวาเพื่อปลดล็อค กดเปิดดูรูป กดปิดรูป หรือแม้แต่ใช้นิ้วเลื่อนลงเพื่ออ่านข้อความล่าสุด ทุกอย่างเป็นอะไรที่อาโผ่ไม่เข้าใจเลย เมื่อผ่านไปประมาณ 15 นาทีอาโผ่ก็ขอยอมแพ้และบอกว่า “ม่ายไหว จำไม่ได้เลยอาโผ่แก่เกินไปซะแล้ว..

เรื่องของเรื่องคืออาโผ่เป็นคนฉลาด ยังคิดเลข  อ่านตัวหนังสือบนหน้าจอได้เหมือนคนอื่นๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าอาโผ่ไม่อยากเรียนรู้ด้วย แต่ทำไมอาโผ่ถึงไม่สามารถใช้ Line ได้ล่ะ..? Continue reading

ทำไมบางคนถึงไม่เจอหนึ่งอาชีพที่ตัวเองรัก โดย Emilie Wapnick [สรุป Tedtalk]

Why Some of Us Don’t Have One True Calling by Emilie Wapnick

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”

เป็นคำถามที่เราทุกคนเคยถูกผู้ใหญ่ถาม แต่จนถึงปัจจุบันคุณ Emilie บอกว่าเธอยังตอบไม่ได้อยู่ดี และเชื่อว่าหลายๆ คน ต่อให้ “โต” แล้วก็ยังตอบไม่ได้

ทำไมน่ะเหรอ? เธอเล่าว่าที่ผ่านๆ มาเธอไม่เคยทำอะไรจริงๆ จังๆ เป็นเวลานานเป็นปีๆ ได้เลย! ทุกครั้งที่เธอเกิดสนใจในอะไรบางอย่าง เธอก็จะใช้เวลาไปกับมัน แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก เธอก็จะพบว่าเธอเริ่มเบื่อ และต่อให้เธอทนสักเท่าไหร่ สุดท้ายเธอก็เบื่อและเลิกทำมันอยู่ดี

แล้วซักพักก็มีเรื่องใหม่ที่เธอสนใจอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ทำก่อนหน้าเลย แต่เธอก็จะทุ่มเวลาไปกับมัน  ทว่าพอผ่านไปสักพัก เธอก็เบื่อกับมันอีกรอบ  เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่า จนเธอรู้สึกแย่กับตัวเอง และเริ่มคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จ ยอมแพ้เร็วเกิน ไม่กล้าลงลึก

เธอพบว่าการถามคำถามที่ว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” นั้นมีแต่จะสร้างความวิตกกังวลให้เธอ เพราะมันบอกเป็นนัยว่า “คนเราเลือกทำได้แค่อย่างเดียวถึงจะเก่งและมีประโยชน์” พูดง่ายๆ คือต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ (specialist) ไม่ว่าจะเป็น หมอฟัน นักธรณีวิทยา หรือนักมวยปล้ำ  จะเป็นอะไรก็ได้ แต่เป็นได้แค่อย่างเดียว และทิ้งความฝันที่เหลือไปซะ

มันไม่จริงเลย!

จริงอยู่ที่บางคนเกิดมาเพื่อเป็น Specialist และหลงใหลในสิ่งเดียว แต่คุณเองอาจไม่ใช่ประเภทนั้น  แต่เป็นคนที่ไม่ได้มีความสนใจแค่ในด้านใดด้านหนึ่ง  คุณ Emilie เรียกคนประเภทนี้ว่า “Multipotentialite” หรือ “คนที่มีศักยภาพหลายด้าน”

คนประเภทนี้ที่ประสบความสำเร็จนั้นมีอยู่จริง  ไม่ว่าจะเป็น ดร. Bob Childs ที่เป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักประกอบไวโอลินในเวลาเดียวกัน หรือคุณ Amy Ng ที่เป็นทั้งบรรณาธิการ นักวาดรูปประกอบ นักธุรกิจ ครู และหัวหน้าฝ่าย creative ในเวลาเดียวกัน พวกเขาเหล่านี้เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคมไม่แพ้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ และผมก็แปลกใจถ้าพวกเขามีความสุขกับชีวิตจากการที่พวกเขาได้ทำ “ทุกอย่าง” ที่เขารัก

Dr. Bob Childs เป็นทั้งนักจิตแพทย์และนักประกอบไวโอลิน ไม่มีความใกล้เคียงกันเลย!
Dr. Bob Childs เป็นทั้งนักจิตแพทย์และนักประกอบไวโอลิน ไม่มีความใกล้เคียงกันเลย!

คุณไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างเดียว..

พวกเราชาว Multipotentialite นั้นมีข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญทั้งในโลกธุรกิจและใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น

  1. การสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ – เราเคยทำมาหลายอย่าง จึงสามารถนำไอเดียที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาสร้างเป็นอะไรใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ได้
  2. การเรียนอย่างรวดเร็ว– เราเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้เร็วกว่า เพราะเราเป็นมือสมัครเล่นมาหลายครั้ง และเราสามารถนำประสบการณ์ครั้งก่อนๆ มาใช้ได้
  3. การปรับตัว – เราสามารถปรับตัวได้เร็วและถูกต้อง เพราะเราเคยอยู่ในหลายสถานการณ์และเจอคนหลายแบบมาแล้ว

เพราะฉะนั้นหากคุณเป็นพวก Multipotentialite จงอย่าเสียใจไปว่าการเป็นชาว Multipotentialite นั้นมีแต่จะสร้าง “ขีดจำกัด” ให้กับคุณ (เรื่องที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ “ผิด” นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง)

คุณ Emilie เน้นย้ำกับคนที่เป็น Multipotentialite ตอนสุดท้ายว่า “จงยอมรับในความหลงใหลที่หลากหลาย ก้มหน้าลงมือทำกับมัน และสำรวจจุดที่ความสนใจต่างๆ มาบรรจบกัน  แล้วชีวิตเราดีและมีประโยชน์มากขึ้น  โลกเราต้องการคนแบบคุณไม่น้อยไปกว่าพวก Specialist” ครับ

ความแตกต่างระหว่างอ่านสรุปกับดูเอง: ปานกลาง (4/10)

สนใจฟัง TEDtalk ของคุณ Emilie เต็ม (12 นาที) ได้ที่นี่ครับ

ปล.มีเพจสรุป TEDtalk ละน้า! http://lightmeup.me : สรุป TedTalk ดีๆ จากที่ต้องดู 10 นาทีเราสรุปเนื้อๆ ให้เหลืออ่านไม่เกิน 3 นาที สำหรับคนสมัยใหม่ที่เวลาเป็นเงินเป็นทองครับผ๊ม ถ้าชอบอย่าลืมช่วยกันแชร์และกดไลค์นะครับ ^^


 

การประชุมต้องมีความขัดแย้ง

การประชุม-meeting2
การประชุมที่ดีต้องเกิดการขัดแย้ง

ใช่แล้วครับ ถึงแม้ตอนนี้ทุกคนต่างรณรงค์ให้คนไทยปรองดองกัน ไม่สร้างความแตกต่างกัน  แต่ในที่ประชุมนั้น ผมต้องขอเป็นข้อยกเว้นครับ

ทำไมล่ะ? จุดประสงค์ของการประชุมคือการให้สมาชิกในทีมได้แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป แนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือกลยุทธ์ต่างๆ  ซึ่งการประชุมในลักษณะนี้เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดในทุกๆ บริษัท (เช่น การประชุมในทีมผู้บริหาร) แต่จะไม่รวมถึงประชุมชนิดที่หัวหน้าประชุมคอยดุหรือสั่งงานลูกน้องอยู่ฝ่ายเดียว

เพื่อที่จะได้มาซึ่งผลการประชุมที่ได้ไตร่ตรองมาอย่างดีนั้น  สมาชิกในทีมทุกคนต้องช่วยกันออกความเห็น  จึงเป็นเรื่องปกติที่ขัดแย้ง (conflict) ระหว่างสมาชิกจะเกิดขึ้น  เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำลังขัดแย้งกันอย่างเปิดอกในที่ประชุม  ผมคิดว่าทีมของคุณได้มาถูกทางแล้ว Continue reading

พลังใจ

run

เคยสงสัยมั๊ย ว่าทำไม “พลังใจ” ของตัวเองมัน ขึ้นๆ ลงๆ

สำหรับผมเอง บางวันผมก็ผีเข้า ฮึดสู้จนงานเสร็จเกินเป้า   เขียนบล็อกต่อได้เป็นชั่วโมง  เสร็จแล้วออกไปวิ่ง  ทุกอย่างทำได้ครบตามที่ตั้งใจไว้  รู้สึกดีมากๆ

แต่บางวัน ตั้งใจว่าจะออกกำลังกาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ออก  ตั้งใจว่าจะทำงานให้เสร็จก็แค่เกือบเสร็จ  จะเขียนบล็อกล่ะ? ขี้เกียจอ่ะ  อ่านหนังสือ? ได้แค่ 10 นาที  สุดท้ายถึงจะสบายเพราะไม่มีใครมาบังคับให้ทำ แต่ก็รู้สึกไม่ดีเพราะว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้

พลังใจของผมมันมีทั้งขาขึ้นกับขาลงอย่างเห็นได้ชัด (ไม่ใช่หุ้น!)

หลังจากที่สงสัยอยู่สักพัก  ล่าสุดผมก็ได้แนวคิดที่จะใช้อธิบายความลุ่มๆ ดอนๆ ของพลังใจของผมจากหนังสือ The Power of Habits  ฟังให้ดีนะครับ.. แนวคิดที่ว่าก็คือ “พลังใจ” หรือ “Willpower” ของเรานั้น ไม่ใช่ “ความสามารถ” แต่เป็นเสมือน “กล้ามเนื้อ”   Continue reading

ตั้งเป้าหมายอย่างไร ให้ไม่ล้มเลิกง่ายๆ

เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว เพื่อนๆ ที่ติดตามบล็อกผมตั้งแต่ตอนนั้น อาจจะจำได้ว่าผมเคยชักชวนให้เพื่อนๆ มาตั้ง ปณิธานรายไตรมาส หรือ Quarterly Resolution กัน  แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าหลายๆ คนคงแค่อ่านมันผ่านๆ และไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง  ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้นะเหรอ? เพราะผมเองก็ไม่ได้ปฏิบัติตามปณิทานอย่างจริงจังเหมือนกัน!

Let’s Try again!

หลังจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเราก็เข้าสู่โค้ง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2015 แล้ว ผมเลยว่าเรามาลองดูกันอีกซักตั้งดีกว่า!  โดยครั้งนี้ผมนำแนวคิดจากหนังสือ The 3 Questions for a Frantic Family โดยคุณ Patrick Lencioni มาใช้  (ไม่ได้มั่วขึ้นเองแบบคราวที่แล้ว ฮ่า ๆ ๆ)  

ก่อนอื่นเลย ผมว่าแนวคิดของการแบ่งปณิธานปีใหม่ ให้เหลือ 3 เดือนย่อยๆ เนี่ย มันก็มีข้อดีในตัวมันนะ  คุณ Patrick เขาบอกว่า เป้าหมายหลักที่นานเกิน  6 เดือน มักจะไม่สร้างความ “เร่งรีบ” ส่วนเป้าที่น้อยกว่า 2 เดือนมักจะไม่พอที่จะทำให้อะไรหลายๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น 3 เดือนนี่ผมว่าเป็นระยะที่โอเคเลย

แล้วทำไมผมถึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ ทั้งๆ ที่แต่ละเป้าหมายมันก็เข้าท่า?  ผมพบว่า 2 ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้ปณิธานของผมไม่สำเร็จคือ

  1. ผมมีเป้าหมายหลักเยอะเกินไป และ
  2. ผมไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของตัวเอง จนลืมไปว่าผมมีเป้าหมายอะไรบ้าง

goal1ที่มารูป: Unsplash

เป้าหมายหลัก

การมีเป้าหมายหลักหลายอัน ทำให้เราไม่รู้ว่าอันไหนสำคัญที่สุด เหมือนที่ใครหลายคนพูดไว้ว่า “ถ้าทุกอย่างสำคัญ ก็จะไม่มีอะไรสำคัญ”  เป๊ะเลย! สุขภาพก็สำคัญ ครอบครัวก็สำคัญ อาชีพการงานก็ด้วย สุดท้ายก็ไม่พัฒนาอย่างจริงจังซักอย่าง Continue reading

ไปต่อ หรือ ล้มเลิก เอาไงดี? ตอบแค่ 3 คำถามนี้ก็จะรู้

digging-for-diamonds1

เคยเห็นรูปนี้ไหมครับ พอดูแล้วทุกคนต่างก็น่าจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นายคนนี้ไม่น่ายอมแพ้เลย อีกนิดเดียวเท่านั้น!”

แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าให้เรามองในมุมมองของชายด้านล่างในการ์ตูน (ขอตั้งชื่อให้ว่านาย “ไมค์” เพราะหน้าเขาค่อนข้างฝรั่ง) บางทีเขาก็อาจจะคิดถูกที่ยอมแพ้ก็ได้  เพราะในหัวของนายไมค์ตอนที่เขาเลิกล้ม เขาคงได้แต่คิดว่า “นี่เราขุดมาถูกทางรึเปล่า? เมื่อไหร่จะถึง? หรือ อาชีพนี้ไม่น่าจะ”ใช่”สำหรับเรานะเนี่ย

คุณล่ะ เคยลังเลหรือไหมว่าควรไปต่อ กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นแทนรึเปล่า?

วันนี้ผมมีคำถาม 3 ข้อให้คุณลองมาตอบครับ ถ้าคุณตอบว่า ใช่ ใช่ และ ใช่ ล่ะก็ นั่นแปลว่าคุณยังเดินทางต่อไปได้ แต่ถ้าหากตอบว่า ไม่ ไม่ ไม่ แล้วล่ะก็ คุณต้องปรับเปลี่ยนสิ่งที่คุณทำอยู่ ไม่มากก็น้อยครับ Continue reading