3 ขั้นตอน.. เป็นอิสระจาก “กับดัก” ของเกรด

เมื่อโพสต์ที่แล้ว ผมได้ชักชวนทุกคนให้มาเป็น Creator หรือผู้ที่ “ผลิต” คุณค่าให้กับสังคม  นอกจากนี้ผมได้อธิบายถึง “กับดัก” ที่เด็กเกรด A ติด และความสำคัญในการหา Passion  คราวนี้เรามาว่ากันต่อครับ ว่าถ้าเราอยากเป็น Creator ที่ประสบความสำเร็จ มีความสุข “ให้” แทนที่จะเป็นจากการ “ใช้” เนี่ย เราต้องทำยังไง

ถ้าให้ว่ากันตรงๆ ผมเองก็ยังห่างไกลจากคำว่า “ประสบความสำเร็จ”  จะมาให้คำแนะนำต่างๆนานา ก็กระไรอยู่ ครั้งนี้ผมเลยขออาศัยคำแนะนำของคนดังหลายๆ คนที่ผมชื่นชอบ เอามายำรวมกัน แล้วแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลักครับ  ผมหวังว่าเพื่อนๆ โดยเฉพาะน้องๆที่กำลังเรียนอยู่ จะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ^^

Hormones 2
อย่าทะเลาะกานน
1. ค้นหาตัวเองให้เจอ

ไม่ว่าคุณจะเปิดกิจการใหม่ สร้างค่ายอาสาพัฒนา หรือเขียนหนังสือ การที่จะเป็น Creator ได้อย่างยั่งยืน นั้น เราต้อง “รัก” (passion) หรืออย่างน้อยก็ “ชอบ” ในสิ่งที่เราจะทำก่อน  ตรงนี้เป็นจุดที่คุณ Steve Jobs ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้หา Passion ถ้าใจไม่รัก ต่อให้สิ่งที่เราทำมันจะมีประโยชน์ขนาดไหน เราก็มีโอกาสสูงที่จะยอมแพ้เวลาเจออุปสรรค์มาขัดขวาง

ถ้ายังไม่รู้ว่าชอบอะไร เรียนอะไร (อย่าบอกว่าชอบเป็น Consumer นะ!) หรือทำอะไรกับชีวิตดี  ไม่ต้องห่วงครับ! คุณไม่ใช่คนเดียวที่ถามคำถามพวกนี้กับตัวเอง (อย่างน้อยมีผมคนนึงเป็นเพื่อน ฮ่าๆ) และเรามีเวลาทั้งชีวิตเพื่อหาให้มันให้เจอ  เคล็ด(ไม่)ลับในการหาสิ่งที่เรา passion ที่สำคัญที่สุดคือการ ลอง” (ช้าก่อน! ผมหมายถึง “ลอง” เฉพาะสิ่งที่มันดีต่อร่างกายเพื่อนๆ นะครับ ==”)

ช่วงชีวิตมหาลัยฯ เป็นช่วงที่ดีที่สุดที่เราจะได้ “ลอง” ทำกิจกรรมต่างๆ  คุณ John Green นักเขียนหนังสือที่ติดอันดับขายดีของ New York Times แนะนำในวิดีโอนี้ว่า

“Study broadly and without fear, learn a language if you can because that will make your life more interesting,  read a little bit every day , and most importantly try to surround yourself with people you like and try to do cool stuff with them.”

“ในช่วงมหาลัยฯ เราควรศึกษาให้กว้างๆ อย่างไม่ต้องเกรงกลัว เรียนภาษาใหม่ถ้าเป็นไปได้  มันจะทำให้ชีวิตคุณน่าสนใจขึ้น อ่านหนังสือวันละนิด และที่สำคัญที่สุด ใช้ชีวิตกับคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข และทำกิจกรรมเจ๋งๆกับพวกเขา”

แต่จุดที่ผมชอบที่สุด ที่คุณ John พูดคือ อย่าลังเลที่จะทำอะไรที่เราชอบอย่างจริงจัง ไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราให้เวลากับอะไรซักอย่างจะทำให้เราเสีย “ทางเลือก” ในอนาคต เพราะชีวิตเราไม่จำเป็นต้องอยู่กับทางเลือกเดียว  ดูอย่างคุณอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ สิ เป็นทั้งฅนเหล็ก และเป็นทั้งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย!  แต่.. ถ้าคุณลังเลจนไม่รู้จะทำอะไรอย่างจริงๆจังๆดี คุณก็จะเป็นคนที่ได้แต่ “คิด” แต่ไมได้ “ทำ”  มิหนำซ้ำ ทางเลือกที่คุณพยายามจะรักษานั้นก็จะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลาอยู่ดี  ชีวิตมหาลัยมี 4 ปี ทำหรือไม่ทำ ก็มีเวลาเท่ากัน

นอกจากนี้ เราต้องเปิดตัวเอง แล้วสังเกตรอบๆตัวดูซิว่าใครเป็น Creator บ้าง ลองคุย ทำความสนิทสนมกับเขา มองหาจุดเด่นของเขา ลองไปทำอะไรใหม่ๆกัน  เขาอาจจะพาคุณไปเจอสิ่งที่คุณรัก  (หรือแม้กระทั่งคนรักก็ได้ หุหุ)   นั่นหมายความว่าเราอาจจะต้องถอยห่างจากกลุ่มที่เป็น Consumer ซึ่งต้องยอมรับว่าการถอยห่าง มันกดดันจริงๆ  แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า “คุณคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

“You are the average of the five people you spend the most time with.” -Jim Rohn

อย่าท้อ! ถ้ายังหาไม่เจอ ก็ต้องหาไปเรื่อยๆ! คุณ Larry Smith ได้กล่าวใน TedX Talk ว่า  การจะเจองานหรือสิ่งที่ตัวเองรักนั้นไม่ใช่ง่ายๆ  ทุกๆ 10 กิจกรรมที่เราชอบ มักจะมีแค่ 1 กิจกรรมเท่านั้นที่เรา “รัก”  สำหรับหลายๆคน การหาตัวตนอาจต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าการเรียนให้ได้เกียรตินิยมด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ถ้าจบไปและอยาก “ตื่นขึ้นมาทำงานที่เรารัก” ในตอนเช้า ก็ต้องเริ่มหางานนั้นกันตั้งแต่วัยเรียนแล้วล่ะ!

2. เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเกรด

เด็กเกรด A ที่ติดกับดัก จำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเกรด โดยต้องกล้าลดความสำคัญของเกรดในยามที่จำเป็น  ผมไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรตั้งใจเรียนนะ แต่ถ้าเรา “ให้เวลา” กับเรื่องเรียนมากเกินไป (โดยเฉพาะวิชาที่ไม่สำคัญกับการพัฒนาของเรา) จนไม่เหลือเวลาทำอย่างอื่น แม้กระทั่งเวลาในการค้นหาตัวเอง โลกของเราอาจจะแคบกว่าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเลย

เราเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับเกรดได้ยังไงบ้าง ลองดูคำแนะนำด้านล่างนี้ได้ครับ

  1. ก่อนอื่นเลย อย่าตัดสินเพื่อนๆ ด้วยเกรด (เช่น “คนนี้เกรดน้อย โตขึ้นมันสู้เราไม่ได้หรอก”) อย่าลืมว่าเพื่อนคุณอาจเป็นลูกน้องของเพื่อนเกรด C ของคุณที่กลายมาเป็น Bill Gates คนต่อไปก็ได้
  2. อย่าใช้การเรียนเป็นข้ออ้างว่า “ตราบใดที่ยังตั้งใจเรียนอยู่ เกรดโอเคอยู่ ก็ไม่เป็นไร รีบออกไปหาอะไรทำเยอะๆ ก่อนที่จะเรียนจบ  การหาสิ่งที่ตัวเองรัก และการเป็น Creator นั้นอาจจะเหนื่อยกว่าแค่ก้มหน้าก้มตาเรียน แต่มันจะทำให้เรา “รู้จักตัวเอง” ซึ่งทำให้เราไม่ติดกับดักต่อไปจนถึงวัยทำงานนั่นเอง (ใช่แล้ว กับดักของเด็กเกรด A ไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ในวัยเรียน ถ้าเราไม่ระวัง มันจะงับเราต่อไปเรือยๆ ในวัยทำงานของเรา)
  3. ข้อสาม ถ้าเกรดสูงลิ่วอยู่แล้ว  อยากให้ลองกล้า แลกเกรดกับประสบการณ์ชีวิต  คุณอาจได้เจอ Passion ของตัวเองก็ได้  คุณ John (อีกแล้ว) บอกว่าลองโดดเรียนไป Road Trip บ้าง  ผมเองพบว่าค่ายอาสาพัฒนาก็ดี  เปิดร้านขายของเองก็ดี หรือเขียนบล็อกก็ดี ต่างให้ประสบการณ์ใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ที่หาไม่ได้ในห้องเรียนจริงๆ  อีกสิ่งที่น่าแปลกใจที่ผมพบกับตัวเองก็คือ การออกไปทำกิจกรรมพวกนี้ ไม่ได้ทำให้ผมเกรดตกเลย  ผมแค่ขี้เกียจ “ลำบาก” เลยเอาการเรียนมาอ้างซะมากกว่า
  4. ในกรณีที่เพื่อนๆ ชอบสาขาวิชาที่เรียน  อย่ามัวแต่ลงวิชาง่ายๆเพื่อเก็บ A  หรือทำกิจกรรม แค่เพื่อ “ประดับเรซูเม่”  คุณ Elon Musk  เล่าว่าตอนที่เขาเรียนอยู่ มัธยม เขาจะตั้งใจเรียนเฉพาะ วิชาที่สำคัญกับเขาในอนาคตเท่านั้น  ส่วนวิชาอื่นเขาจะเรียนให้ผ่านๆไป เพื่อที่จะได้เข้ามหาลัยต่อไปได้
Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Creator ตัวพ่อ (ชาบู ๆ ๆ)
Elon Musk ผู้ก่อตั้งบริษัท Paypal, Tesla (รถพลังงานไฟฟ้า), SpaceX (กระสวยอวกาศ)
Creator ตัวพ่อ (ชาบู ๆ ๆ)

“…I just look at it as ‘What grades do I need to get where I wanted to go’. There were compulsory subjects like Afrikaans and I just don’t see the point of learning that. It seemed ridiculous. I get a passing grade and that was fine. Things like physics and computers, I got the highest grade I can get in those. There needs to be a reason for a grade. I’d rather play video games, write software or read books then trying to get an A when there is no point in getting an A…”

สำหรับเด็กเกรด A  ที่มี “เกรดดีๆ” และ “อนาคตที่แน่นอน” เป็นต้นทุน  การลดความสนใจกับตัวเลขเกรด ถือเป็นการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ เลยทีเดียว  แต่อย่าลืมว่าประโยชน์ของเกรดนั้นลดน้อยลงเรื่อยๆ และหมดอายุประมาณ 0-5 ปีหลังเราเรียนจบ (ที่เหลือคือความภูมิใจที่กินไม่ได้) แต่ประสบการณ์ชีวิตนั้นจะติดตัวเราไปตลอดชีวิต  ในระยะยาว ผมคิดว่า เด็กเหรียญทองที่เก่งเรียนอย่างเดียว สู้เด็กเกรด 3.6 ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ไม่ได้เลย

3. แปลงร่างเป็น Creator

คุณ Hank Green จาก Vlog Brothers เคยบอกไว้ว่า โลกเรานั้นมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นมากทุกวัน หน้าที่ของเรานั้นคือการ “แก้ปัญหา” ให้มากกว่า “สร้างปัญหา” นี่ก็เป็นอีกนิยามที่เข้าข่ายการเป็น Creator

เมื่อเจอสิ่งที่เรารัก หรือสิ่งที่เราชอบทำแล้ว  มันคงจะดี ถ้าเราเลิกชิวไปวันๆ และพยายามเอาความสามารถของเรามาสร้างคุณค่าให้คนอื่น  นั่นแปลว่าเราต้องไม่นอนเยอะเกิน  ไม่เอาแต่เที่ยวหาอาหารอร่อยๆ กิน ไม่มัวแต่ดู Game of Throne และสารพัดซีรี่ส์ นอกจากว่าคุณอยากจะไปเป็นนักทดสอบเตียงมืออาชีพ หัวหน้าเชฟ หรือผู้กำกับหนัง ฮ่าๆ  พูดง่ายๆคือเราต้องไม่หวังแค่ได้ความสนุกจากกิจกรรมนั่นแหล่ะ

คนที่เป็น Creator คือคนที่ “ผลิต” สิ่งทีมีคุณค่า ให้คนอื่นๆในสังคม  ยิ่งผลิตความสุขมาก และ นานขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็น Creator ที่เก่งเท่านั้นครับ

Hank_&_John_Green
Hank and John Green จาก Channel VlogBrothers ใน Youtube ที่คอยให้ข้อคิดดีๆ กับเด็กวัยมันส์  สองคนนี้เป็น Creator ตัวจริง! ชาบูๆ

สุดท้ายนี้ เราไม่ควรบอกตัวเองว่า “เรายังเด็กอยู่ ยังไม่ต้องคิดการใหญ่ก็ได้”  เด็กๆ อย่างเรา แรงเหลือเฟือ ยิ่งช่วงมหาลัยฯ ยิ่งมีอิสระ  ส่วนใหญ่ภาระเรื่องการเงิน หรือภาระครอบครัวก็ไม่มี ล้มแล้วลุกได้สบาย  ผมเชื่อว่า สิ่งที่เราทำในช่วงวัย 20 จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ ไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงกลางชีวิตเลย

ผมเชื่อว่าชีวิตที่มีความสุข ส่วนใหญ่ๆ มาจากการที่ได้ทำสิ่งที่เรารัก แถมยังมีประโยชน์ต่อผู้อื่น  นั่นแหละที่เรียกว่างานที่ใช่!  อย่ารอช้าครับ เพราะการหาสิ่งที่ “ใช่” นั้นอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ  เรามาเป็นอิสระจากการแข่งขันที่ไม่จำเป็น  ค้นหาตัวเอง  และมาผันตัวเองมาเป็น Creator  ผู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้ตัวเองและเพื่อนร่วมโลกกันเถอะ!

ผมไม่สามารถรับประกันว่าชีวิตการเป็น Creator ของเพื่อนจะสวยหรู แต่ผมกล้าบอกเลยว่าการเป็น Creator ไม่ทำให้เพื่อนๆ “เสียดายชีวิต” อย่างแน่นอนครับ


อ่านต่อ/ดูต่อ
  1. When Getting Good Grades And Entrepreneurship Don’t Mix 
  2. วิธีการค้นหา PASSION เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
  3. จะรู้ได้ไงเมื่อเจอ Passion แล้ว? คุณ Josh Kaufman พูดใน TedX Talk ว่าจริงๆแล้ว แค่เราให้เวลาฝึกฝนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแค่ 20 ชั่วโมงอย่างตั้งใจ  เราก็จะทักษะนั้นมาครอบครองแล้ว (ถ้าไม่เชื่อไปดูเค้าเล่น Ukulele ในวิดีโอเค้าได้เลย)  ลองดูแค่ 20 ชั่วโมง แล้วเราก็จะรู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้ “ใช่” พอที่จะทำต่อหรือไม่

หรือ ย้อนกลับไปอ่านตอนก่อนหน้าซะหน่อย?

  1. เด็กเกรด A ผู้ชนะที่ติด “กับดัก”
  2. เด็กเกรด C แบบไหน ไม่แพ้เด็กเกรด A
  3. ความสุข 3 ชนิด เรียงไม่ผิด ชีวิตเปลี่ยน

credit photo: Hormones วัยว้าวุ่น (ค่าย GTH)

Advertisements

Comments are appreciated :)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s